ข่าวร้ายของหงส์ และ 5 ข้อก่อนเกมดวลขุนค้อน


หงส์อยู่ในช่วงฟอร์มฮอตสุดๆ พวกเขาเก็บชัยชนะเป็นว่าเล่นในฤดูกาลที่ผ่านมา ในเกมรับมือ ขุนค้อน วันเสาร์ที่ 5 มีนาคมนี้ ที่สนามแอนฟิลด์ มีความสำคัญอย่างมาก เพราะชัยชนะจะทำให้ หงส์ลดช่องว่างในการตาม เรือใบสีฟ้า เหลือสามคะแนนเท่าเดิม กระนั้นแมตช์นี้หงส์ต้องพบกับข่าวร้ายเพราะ 3 นักเตะหลักดันไม่ฟิต แต่เชื่อว่า เจอร์เก้น น่าจะมีขุมกำลังที่พร้อมสำหรับการแก้แค้น ขุนค้อน ที่เคยทำแสบในเกมแรกที่ลอนดอน สเตเดี้ยม

1. สามนักเตะสำคัญหมดสิทธิ์ช่วยทีม
แมตช์นี้ หงส์ต้องการขุมกำลังทุกคนเพื่อช่วยทีม แต่น่าเสียดายจริงๆ ที่พวกเขาต้องหมดสิทธิ์ใช้งาน 3 นักเตะกำลังสำคัญอย่าง โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่, ติอาโก้ อัลกันทาร่า และ โฌแอล มาติป ที่โดนอาการบาดเจ็บเล่นงาน
นอกจากทั้งสามคนแล้วนักเตะอย่าง เคอร์ติส โจนส์ กับ นาบี เกอิต้า ก็ยังต้องลุ้นว่าจะฟิตพร้อมช่วยทีมในการปะทะกับ เวสต์แอม หรือไม่ แน่นอนว่านี่คือปัญหาสำคัญที่ เจอร์เก้น ต้องรับมือให้ได้ เนื่องจากสามแข้งหลักมีส่วนอย่างยิ่งกับผลงานชั้นยอดของทัพ หงส์แดง ในช่วงที่ผ่านมา

ฉะนั้นในแผงกองกลางแม้จะขาด ติอาโก้ แต่พวกเขายังมี ฟาบินโญ่ กับ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน เป็นตัวหลัก และคาดว่าเจ้าหนู ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ น่าจะลงสนามเพื่อสร้างความจี๊ดจ๊าดให้กับทีม ส่วนคู่เซนเตอร์แบ็กคงเป็นโอกาสของ อิบราฮิม่า โกนาเต้ ที่จะได้เล่นร่วมกับ เฟอร์จิล ฟาน ไดค์

ในส่วนของแนวรุกแม้ปัจจุบัน เจอร์เก้น จะมีตัวเลือกเยอะก็ตาม ฉะนั้นการขาด ฟีร์มีโน่ อาจจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก อย่างไรก็ตามหากมี บ็อบบี้ อยู่ในทีม อย่างน้อยๆ ถ้า หงส์ ต้องการผู้เล่นที่จะสร้างความแตกต่างเขาสามารถทำหน้าที่นี้ได้

2. แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ผลงานเข้าฝัก, สามหอกฟอร์มสด
แอนดรูว์ โรเบิร์ตัส กลับมาทำผลงานได้อย่างท็อปฟอร์มหลังจากเริ่มต้นซีซั่นไม่ค่อยดีนัก โดยตอนนี้ฟอร์มการเล่นของเขามีอิทธิพลอย่างสูงในเกมรับและรุกของ หงส์ ทางฝั่งซ้าย โดย ดาวเตะเลือดวิสกี้ ต้องการแค่อีก 2 แอสซิสต์ก็จะทำให้เขาทำสถิติ 50 แอสซิสต์ให้กับ หงส์แดง

สำหรับผลงานในฤดูกาลนี้ ร็อบโบ้ จัดไปแล้ว 9 แอสซิสต์ และซัดไป 1 ประตู ในขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ทำไป 10 แอสซิสต์กับ 2 ประตู ทำให้ตอนนี้สาวก เดอะ ค็อป หวนนึกถึงในซีซั่น 2019/2020 ที่พวกเขาคว้าแชมป์ซึ่งทั้งสองคนทำแอสซิสต์รวมกันในลีกถึง 25 ครั้ง (เทรนต์ 13, โรเบิร์ตสัน 12)

ขณะเดียวตอนนี้หากจะพูดถึงแนวรุกคงไม่มีทีมไหนโหดเท่ากับ หงส์ อีกแล้ว โดยเฉพาะสามประสานที่ช่วยกันยิงประตูเป็นว่าเล่นทำให้พวกเขาครอง 3 อันดับดาวซัลโวประจำลีกในฤดูกาลนี้

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ซัดไป 19 ประตู, ดีโอโก้ โชต้า 12 ประตู และ ซาดิโอ มาเน่ 11 ประตู ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตอนนี้ หงส์แดง เป็นทีมที่ยิงประตูคู่แข่งมากที่สุดในลีกถึง 70 ลูก และมีผลต่างประตูได้เสียมากกว่าทีมไหน โดยเฉพาะกับ เรือใบสีฟ้า คู่แข่งแย่งแชมป์ในฤดูกาลนี้

3. ระวัง จาร์ร็อด โบเว่น อาจทำเจ้าบ้านน้ำตาร่วง
จาร์ร็อด โบเว่น เป็นนักเตะที่มีข่าวพัวพันกับ หงส์ เมื่อปีที่ผ่านมา และไม่ใช่เรื่องแปลกที่ หงส์ จะสนใจ เพราะขนาด เจอร์เก้น ยังออกปากยอมรับว่านี่คือนักเตะที่อันตรายและน่าเหลือเชื่อที่สุดของ เดอะ แฮมเมอร์ส

ดาวเตะเลือดผู้ดี แสดงให้เห็นแล้วว่าทำไมเขาได้รับความสนใจจาก หงส์ เพราะหากพูดกันตามตรงฟอร์มการเล่นของนักเตะต้องบอกเลยว่าโดดเด่นไม่แพ้ เดแคลน ไรซ์ กองกลางเพื่อนร่วมสังกัดจริงๆ

จาร์ร็อด โบเว่น ทำไปแล้ว 8 ประตูกับ 8 แอสซิสต์ ในเกมลีกซีซั่นนี้ โดยเป็นรองแค่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (10), แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (9) และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (9) เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้แนวรับของเจ้าบ้านต้องระวังความคล่องแคล่ว, ปราดเปรียว, การผ่านบอลและการจบสกอร์ที่เฉียบคมให้ดีๆ

ในเกมลีกล่าสุดที่ทั้งสองทีมดวลกันในลอนดอน สเตเดี้ยม แฟนบอล เดอะ เร้ดส์ คงได้เห็นความน่ากลัวของ แนวรุกวัย 25 ปี ไปแล้ว เพราะแมตช์นั้นเขาจัด 2 แอสซิสต์ให้กับเพื่อนร่วมทีม พร้อมคว่ำ หงส์ ไปได้อย่างสุดยอด

4. หงส์ฟอร์มร้อนแรงเกินห้ามใจ
ตอนนี้ต้องยอมรับว่า หงส์ อยู่ในฟอร์มที่ร้อนแรงเหลือเกินเมื่อพวกเขาสามารถเก็บชัยชนะ 11 แมตช์ติดต่อกันในทุกรายการ โดยหากนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกพวกเขาเก็บชัยชนะติดต่อกัน 6 เกม ฉะนั้นในเวลานี้หากพูดถึงความมั่นใจแน่นอนว่า หงส์แดง มีเต็มถัง
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หงส์แดง ชนะ นกขมิ้นเหลืองอ่อนในเกมเอฟเอ คัพ ทำให้พวกเขาสร้างสถิติเทียบเท่ากับเมื่อปี 2007 (ชนะ 11 นัดรวด) และหากในเกม เวสต์แฮม สามารถคว้าสามแต้มได้นั่นจะทำให้ทีมทำสถิติใหม่ทันที ซึ่งมันไม่เคยเกิดขึ้นเลยนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2006 ที่พวกเขาชนะ 12 แมตช์ติดต่อกัน และยาวไปถึง 14 เกมรวมทั้งการคว่ำ ขุนค้อน ในนัดชิง เอฟเอ คัพ ด้วย

ในขณะที่ผลงานของ เวสต์แฮม ตอนนี้อยู่ในอาการผีเข้าผีออกบางเกมเล่นดีน่าใจหาย บางแมตช์แพ้ชนิดที่แฟนบอลยังงงว่าแพ้ได้ยังไง โดยฟอร์มในลีก 5 เกมหลังสุดพวกเขาเก็บชัยชนะได้แค่ 2 แมตช์เท่านั้น แถมในเกมล่าสุดก็แทบแย่กว่าจะเฉือน วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-0 สำหรับในการพบกับ หงส์แดง งานนี้ทีมของเดวิด มอยส์ น่าจะพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง เพราะแมตช์แรกพวกเขาเปิดบ้านชนะ หงส์แดง ไปแบบสุดมัน แต่กระนั้นการมาเยือนแอนฟิลด์ชช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยดีนักส่วนใหญ่จะแพ้ โดยแมตช์สุดท้ายที่พวกเขาบุกมาชนะเจ้าบ้านต้องย้อนไปในเกมลีกเมื่อปี 2015 เลยทีเดียว

กระนั้นเกมนี้มีความสำคัญกับ เดอะ แฮมเมอร์ส ไม่ต่างอะไรกับ หงส์แดง เพราะหากพวกเขาบุกมาคว้า 3 คะแนน นั่นจะทำให้ เวสต์แฮม แซง แมนฯ ยูฯ ขึ้นไปรั้งอันดับ 4 ชั่วคราว เพราะ ปีศาจแดง มีคิวปะทะ เรือใบสีฟ้า วันอาทิตย์ซึ่งเป็นเกมที่หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว

5. สร้างแรงกดดันใส่เรือใบสีฟ้า
หงส์แดง ลิเวอร์พูล ลงสนามก่อน เรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งแน่นอนว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่พวกเขาจะสร้างแรงกดดันใส่ เรือใบสีฟ้า ซึ่งมีคิวทำศึกแมนเชสเตอร์ ดาร์บี้แมตช์ รับมือ ผีแดง วันอาทิตย์นี้

สำหรับตอนนี้ทีมของกุนซือเป๊ป กวาร์ดิโอล่า มีแต้มนำ หงส์ 6 คะแนนแต่แข่งมากกว่า 1 แมตช์ฉะนั้นหาก หงส์แดง สามารถเก็บสามแต้มในแมตช์นี้ได้ นั่นจะทำให้พวกเขาลดความห่างเหลือ 3 แต้มเท่าเดิม แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือการโยนแรงกดดันใส่ เรือใบสีฟ้า เต็มๆ

เพราะในเกมสุดสัปดาห์ถือว่าเป็นแมตช์สำคัญมากๆ เนื่องจากพวกเขาจะต้องรับมือทีมของกุนซือราล์ฟ รังนิก ที่ตอนนี้ก็ต้องการเก็บแต้มให้ได้มากที่สุดเพื่อโอกาสคว้าท็อปโฟร์ ฉะนั้นนี่เป็นเกมที่ ปีศาจแดง พร้อมสู้เต็มที่เช่นกัน

จะเห็นได้ชัดในช่วงที่ผ่านมา แมนฯ ซิตี้ มักจะออกอาการเป๋เวลาที่ต้องแบกรับแรงกดดัน ทั้งในแมตช์ที่แพ้ สเปอร์ส และเฉือน เอฟเวอร์ตัน แบบหืดจับ ฉะนั้นการที่ทีมโดน เดอะ เร้ดส์ ไล่บี้หายใจรดต้นคออย่างต่อเนื่อง งานนี้อาจเห็นพวกเขาสะดุดอีกแมตช์ก็ได้